เปลือกโลก (อังกฤษ: Crust) เป็นชั้นนอกสุดของโครงสร้างโลก มีความหนาระหว่าง 60-70 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ เปลือกโลกภาคพื้นทวีป (Continental Crust) มักมีความหนามาก มีความหนาแน่นต่ำ ประกอบด้วยแร่ อะลูมินา และซิลิกา เป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีชื่อเรียกว่า ชนิดไซอัล (SIAL) และเปลือกโลกภาคพื้นสมุทร (Oceanic Crust) มักจะมีความหนาน้อยกว่าเปลือกโลกภาคพื้นทวีป มีความหนาแน่นมากกว่า เนื่องจากประกอบด้วยแร่ แมกนีเซีย และซิลิกา เป็นส่วนใหญ่ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ชั้นไซมา (SIMA)
โลก
วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558
โครงสร้างของโลก
โครงสร้างภายในของโลกแบ่งเป็นชั้นในเปลือกทรงกลมคล้ายหัวหอม ชั้นเหล่านี้สามารถนิยามโดยคุณสมบัติทางเคมีหรือวิทยากระแส (rheology) ของมัน โลกมีเปลือกแข็งซิลิเกตชั้นนอก เนื้อโลกที่หนืดมาก แก่นนอกที่เหลวซึ่งหนืดน้อยกว่าเนื้อโลกมาก และแก่นในแข็ง ความเข้าใจโครงสร้างภายในของโลกอาศัยการสังเกตภูมิลักษณ์และการวัดความลึกของมหาสมุทร (bathymetry) การสังเกตหินในหินโผล่ ตัวอย่างซึ่งถูกนำสู่พื้นผิวจากชั้นที่ลึกกว่าโดยกิจกรรมภูเขาไฟ การวิเคราะห์คลื่นแผ่นดินไหวซึ่งผ่านโลก การวัดสนามความโน้มถ่วงของโลกและการทดลองกับของแข็งผลึกที่ลักษณะเฉพาะความดันและอุณหภูมิของภายในชั้นลึกของโลก
โลก (อังกฤษ: Earth หรือมักเรียกว่า World[26] ที่นิยมน้อยกว่าคือ Terraซึ่งนิยมใช้ในบันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์[27] และ Gaia)[29] เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่สามจากดวงอาทิตย์ เป็นดาวเคราะห์ที่มีความหนาแน่นมากที่สุดในระบบสุริยะ มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์หินทั้งสี่ดวงของระบบสุริยะ และเป็นวัตถุทางดาราศาสตร์เพียงหนึ่งเดียวที่ทราบว่าเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพของโลกได้ใช้เวลากว่าหลายร้อยล้านปีในการวิวัฒน์ขึ้น แผ่ขยายมาอย่างต่อเนื่องเว้นแต่เมื่อถูกขัดขวางโดยการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่[30] แม้ว่าตามการประมาณของนักการศึกษาจะคาดว่ามากกว่าร้อยละ 99 ของสปีชีส์ทั้งหมดที่เคยอยู่อาศัยบนโลกนั้นสูญพันธุ์ไปแล้ว[31][32] โลกก็ยังคงเป็นบ้านอาศัยของสิ่งมีชีวิตร่วม 10-14 ล้านสปีชีส์[33][34] เป็นที่พึ่งพิงของมนุษย์มากกว่า 7.2 พันล้านคน[35] ทั้งด้วยชีวมณฑลและแร่ธาตุต่างๆ ประชากรมนุษย์บนโลกแบ่งออกได้เป็นรัฐเอกราชกว่าสองร้อยแห่งโดยมีปฏิสัมพันธ์กันผ่านทางการทูตความขัดแย้ง การท่องเที่ยว การค้า ตลอดจนการสื่อสาร
ด้วยความสอดคล้องของหลักฐานจากการวัดอายุด้วยกัมมันตรังสีและแหล่งข้อมูลอื่นๆ โลกได้ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณสี่พันห้าร้อยล้านปีก่อน ภายในพันล้านปีแรก[36] สิ่งมีชีวิตได้ปรากฏขึ้นในมหาสมุทรและเริ่มส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศและพิ้นผิวดาว เกื้อหนุนให้เกิดการแพร่ขยายของสิ่งมีชีวิตที่ใช้ออกซิเจนเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช้ออกซิเจน และเป็นผลให้เกิดการสร้างชั้นโอโซนขึ้นในบรรยากาศ ทั้งชั้นโอโซนและสนามแม่เหล็กโลกได้ร่วมกันกั้นขวางเกือบทั้งหมดของรังสีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตจากดวงอาทิตย์ ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถเจริญรุ่งเรืองได้ทั้งบนผืนดินเช่นเดียวกับในผืนน้ำ[37] นับจากนั้นมา ตำแหน่งของโลกในระบบสุริยะ คุณสมบัติทางกายภาพของโลก และประวัติศาสตร์ธรณีวิทยาของโลก ล้วนยอมให้สิ่งมีชีวิตยังคงดำรงอยู่ได้
ธรณีภาคของโลกแบ่งออกได้เป็นหลายๆ ส่วน เรียกว่าแผ่นธรณีภาค ซึ่งเคลื่อนตัวย้ายที่ตัดผ่านกันตามพื้นผิวตลอดเวลาหลายล้านปี ร้อยละ 71 ของพื้นผิวโลกถูกปกคลุมด้วยน้ำ[38] บริเวณที่เหลือประกอบด้วยทวีปและเกาะต่างๆ ซึ่งมีทะเลสาบและแหล่งน้ำอื่นๆ อีกจำนวนมากกอปรกันขึ้นเป็นไฮโดรสเฟียร์ บริเวณขั้วโลกทั้งสองถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่น้ำแข็งอันมั่นคงของแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติก และน้ำแข็งทะเลของแพน้ำแข็งขั้วโลก บริเวณภายในของโลกยังคงมีความเคลื่อนไหวโดยมีแก่นชั้นในซึ่งเป็นเหล็กแข็ง มีแก่นเหลวชั้นนอกซึ่งกำเนิดสนามแม่เหล็ก และชั้นแมนเทิลหนาสถานะแข็งโดยอนุโลมภายใต้เปลือกเบื้องบน
โลกมีปฏิสัมพันธ์เชิงโน้มถ่วงกับวัตถุต่างๆ ในห้วงอวกาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ระหว่างการโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ โลกจะหมุนรอบแกนของตนเองประมาณ 366.26 รอบ เกิดเป็นวันสุริยะ 365.26 วัน หรือเรียกเป็น หนึ่งปีดาราคติ[n 5] แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.4 องศา กับแนวตั้งฉากของระนาบการโคจร ก่อให้เกิดฤดูกาลผันแปรไปบนพื้นผิวดาวในรอบระยะเวลาหนึ่งปีฤดูกาล (365.24 วันสุริยะ)[39] ดวงจันทร์เป็นดาวบริวารแท้ตามธรรมชาติเพียงหนึ่งเดียวของโลก ซึ่งเริ่มโคจรรอบโลกเมื่อประมาณ 4.53 พันล้านปีก่อน ปฏิสัมพันธ์เชิงโน้มถ่วงระหว่างดวงจันทร์กับโลกทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงในมหาสมุทร หน่วงการหมุนของโลกให้ช้าลงทีละน้อย และทำให้ความเอียงของแกนโลกมีเสถียรภาพ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


